- Description
- Curriculum
- Reviews
-
1สำรวจส่วนผสมในน้ำหวาน 19 พ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำความรู้เกี่ยวกับสารละลายไปใช้ประโยชน์ การอ่านฉลากประกอบกับการใช้ความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารละลายมาแปลความหมายข้อมูลบนฉลาก จะช่วยให้นักเรียนในฐานะผู้บริโภคเข้าใจส่วนประกอบและปริมาณของอาหารหรือเครื่องดื่มที่บริโภค
-
2สารละลาย 22 พ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
สารละลาย (solution) เป็นสารผสมเนื้อเดียวที่ประกอบด้วยสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โดยองค์ประกอบของสารละลายแบ่งออกเป็นตัวละลาย (solute) และตัวทำละลาย (solvent) เมื่อเกิดการละลาย อนุภาคของตัวละลายจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอทุกส่วนระหว่างอนุภาคของตัวทำละลายและไม่รวมกันเป็นสารใหม่
-
3เกณฑ์ที่ใช้ในการระบุตัวละลาย ตัวทำละลาย และ สภาพละลายได้ของสาร 22 พ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
สารละลายอาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวทำละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจัดเป็นตัวทำละลาย
สารละลายอิ่มตัว (saturated solution) เป็นสารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายได้อีก แม้จะเติมตัวละลายลงไปเพิ่มก็จะไม่สามารถละลายต่อได้อีก โดยปริมาณมากที่สุดของตัวละลายที่สามารถละลายได้ในตัวทำละลายจำนวนหนึ่ง เรียกว่าสภาพละลายได้ของสาร (solubility) โดยทั่วไปสภาพละลายได้ของสารในน้ำมีหน่วยเป็นกรัมของสารต่อน้ำ 100 กรัม หรืออาจมีหน่วยเป็นกรัมต่อลิตรของตัวทำละลาย สภาพละลายได้ของสารขึ้นอยู่กับชนิดของตัวละลาย ตัวทำละลาย อุณหภูมิ และความดัน เช่น สภาพละลายได้ของโซเดียมคลอไรด์ในน้ำ 100 กรัม ณ อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เท่ากับ 36.0 กรัม แต่ถ้าเพิ่มอุณหภูมิเป็น 60 องศาเซลเซียส สภาพการละลายจะเปลี่ยนไปคือละลายได้เพิ่มขึ้นเป็น 37.3 กรัม ส่วนการละลายของแก๊สจะละลายได้มากขึ้นถ้าอุณหภูมิลดลงและความดันเพิ่มขึ้น เช่น การละลายของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำอัดลม
-
4ปัจจัยที่มีผลต่อสภาพละลายได้ของสาร (1) 26 พ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การละลายของสารขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย อุณหภูมิ ส่วนสภาพละลายได้ของสารเป็นสมบัติที่บ่งบอกความสามารถในการละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อสภาพละลายได้ การทดลองเป็นการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์วิธีหนึ่งที่ประกอบด้วยการตั้งคำถามที่นำไปสู่การทดลอง การกำหนดและควบคุมตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลองและทำการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่นำไปสู่การอธิบายและลงข้อสรุปเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อสภาพละลายได้ของสารบางชนิด
-
5ปัจจัยที่มีผลต่อสภาพละลายได้ของสาร (2)(3) 29 พ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
สภาพละลายได้ของสารบ่งบอกความสามารถในการละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ขึ้นอยู่กับชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย และอุณหภูมิ สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกันในตัวทำละลายที่แตกต่างกัน และสารต่างชนิดกันมีสภาพละลายได้ในตัวทำละลายหนึ่ง ๆ ไม่เท่ากัน เมื่ออุณหภูมิคงที่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพละลายได้ของสารส่วนมากจะเพิ่มขึ้น
อุณหภูมิและความดันมีผลต่อสภาพละลายได้ของสาร เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพละลายได้ของสารส่วนมากจะเพิ่มขึ้น ส่วนสารในสถานะแก๊สเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพการละลายได้มักจะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อสภาพละลายได้ของสารในสถานะแก๊ส โดยเมื่อความดันเพิ่มขึ้นสภาพละลายได้ของสารในสถานะแก๊สจะเพิ่มขึ้น
-
6ความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละ (1) (2) 29 พ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ความเข้มข้นของสารละลายเป็นการระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย หน่วยความเข้มข้นหลายหน่วยที่นิยมระบุหน่วยเป็นร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร โดยมวลต่อมวล และโดยมวลต่อปริมาตร
ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตรเป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยปริมาตร นิยมใช้กับสารละลายที่มีตัวละลายเป็นของแข็งในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว
ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตรเป็นการระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยปริมาตรเดียวกัน นิยมใช้กับสารละลายที่ตัวละลายและตัวทำละลายมีสถานะเป็นของเหลวหรือแก๊สเหมือนกัน
ร้อยละโดยมวลต่อมวลเป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยมวลเดียวกัน นิยมใช้กับสารละลายที่มีสถานะเป็นของแข็ง
-
7สูตรเครื่องดื่ม และการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มของฉัน 5 มิ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การใช้สารละลายในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจากความเข้มข้นของสารละลายและจุดประสงค์ของการใช้งาน
การพัฒนาสูตรเครื่องดื่มต้องคำนึงถึงความเข้มข้นของสารละลายให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเลือกใช้ปริมาณและสัดส่วนของส่วนผสม เหมาะสมกับรสชาติ มาตรฐานความปลอดภัย และไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ
-
8ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และนำเสนอ 5 มิ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ความเข้มข้นในหน่วยร้อยละ ทั้งร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร ร้อยละโดยมวลต่อมวล และร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็นค่าที่ใช้ระบุปริมาณขององค์ประกอบในอาหารและเครื่องดื่มอย่างชัดเจน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถประเมินปริมาณสารอาหารหรือสารสำคัญที่ได้รับได้อย่างถูกต้อง
ความเข้มข้นยังมีบทบาทสำคัญในการออกแบบโฆษณาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติของสินค้าและช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภค การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวผ่านสื่อโฆษณาที่เหมาะสมจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้และเกิดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์มากขึ้น
-
9ส่วนประกอบของเลือดและ หน้าที่ของส่วนประกอบของเลือด 12 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วยหัวใจ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะกลมรี มีจำนวนมาก เซลล์เม็ดเลือดขาวมีขนาดใหญ่กว่าและมีจำนวนน้อยกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดเป็นชิ้นส่วนของเซลล์ชนิดหนึ่งในไขกระดูก ไม่มีนิวเคลียสและมีรูปร่างไม่แน่นอน และพลาสมาประกอบด้วยน้ำและสารหลายชนิด เช่น สารอาหาร ฮอร์โมน ยูเรีย แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน
เลือดประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกัน โดยเซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่จับกับออกซิเจนเพื่อลำเลียงไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่จับและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เกล็ดเลือดทำหน้าที่ี่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล และพลาสมาที่ประกอบด้วยน้ำและสารหลายชนิด จึงมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น มีโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล มีแอนติบอดี ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโรค
-
10อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า 9 มิ.ย. 2568 (มีใบงาน ใบความรู้และตัวอย่างข่าว)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
บุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยสารประกอบหลัก ๆ คือ นิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายเสพติดการสูบบุหรี่ โพรไพลีนไกลคอลเป็นส่วนประกอบในสารสำหรับการทำให้เกิดไอ กลีเซอรีนเป็นสารเพิ่มความชื้นที่จะผสมกับสารโพรไพลีนไกลคอล นอกจากนี้ยังมีสารแต่งกลิ่นและรส สารที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบหายใจ เช่น โรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งปอด โรคในระบบหมุนเวียนเลือด เช่น โรคหัวใจ โรคในระบบย่อยอาหาร เช่น โรคมะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร และตับอ่อน
-
11หลอดเลือด 12 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หลอดเลือดแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีโครงสร้างแตกต่างกัน หลอดเลือดอาร์เทอรีเป็นหลอดเลือดที่มีผนังหนาเพราะประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชั้นจึงยืดหยุ่นได้ดี สามารถขยายตัวเพื่อรับแรงดันจากเลือดที่เกิดจากการบีบตัวของหัวใจได้ดี ส่วนหลอดเลือดเวนจะมีผนังบางกว่าและมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า การไหลของเลือดภายในหลอดเลือดเวนเพื่อกลับเข้าสู่หัวใจอาศัยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อของร่างกายบริเวณรอบ ๆ หลอดเลือด ส่วนหลอดเลือดฝอยนั้นมีขนาดเล็กมากและมีผนังบาง ประกอบด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียว ผนังหลอดเลือดฝอยเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สและสารต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์
-
12โครงสร้าง หน้าที่ และการทำงานของหัวใจ 16 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หัวใจของมนุษย์มี 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง โดยหัวใจห้องบนมีหน้าที่รับเลือด ส่วนหัวใจห้องล่างมีหน้าที่ส่งเลือด ระหว่างหัวใจห้องล่างและหลอดเลือดมีลิ้นกั้นเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ ทั้งนี้การบีบตัวและการคลายตัวของหัวใจทำให้เลือดหมุนเวียนและลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่น ๆ ไปยังอวัยวะและเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
ในการหมุนเวียนเลือด หัวใจห้องล่างซ้ายจะสูบฉีดเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ออกจากหัวใจและลำเลียงไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย ขณะเดียวกันเลือดที่มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงจะลำเลียงกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา และออกจากห้องล่างขวาแล้วลำเลียงไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด เลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดจะกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายและไหล ลงสู่หัวใจห้องล่างซ้ายและลำเลียงไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
-
13อัตราการเต้นของหัวใจ (1) 19 มิ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยอัตราการเต้นของหัวใจสามารถวัดได้จากการจับชีพจรในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจหลังจากทำกิจกรรมจะแตกต่าง โดยจะสูงกว่าขณะพัก ซึ่งสามารถออกแบบและทำการทดลองเพื่อตรวจสอบได้
-
14อัตราการเต้นของหัวใจ (2), (3) 19 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยอัตราการเต้นของหัวใจสามารถวัดได้จากการจับชีพจรในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจ หลังจากทำกิจกรรมจะแตกต่างจะสูงกว่าขณะพักโดยสามารถออกแบบและทำการทดลองเพื่อตรวจสอบได้
-
15โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหายใจ 23 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ระบบหายใจของมนุษย์มีอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ท่อลม ปอด แต่ละอวัยวะมีหน้าที่แตกต่างกัน และทำหน้าที่ร่วมกันในการหายใจเข้าและออก การหายใจเข้าและหายใจออกศึกษาได้จากการทำงานของแบบจำลองปอด
-
16การหายใจเข้าและออก การแลกเปลี่ยนแก๊ส และ ความจุอากาศของปอด 26 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
มนุษย์หายใจเข้าเพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในเซลล์และหายใจออกเพื่อกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาตรและความดันของอากาศภายในช่องอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกะบังลมและกระดูกซี่โครง
การแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เกิดขึ้นบริเวณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอยที่ถุงลม และระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเซลล์เพศ อายุ ความสูงของร่างกาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความจุอากาศของปอด การสูบบุหรี่ หรือสูดควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ไอระเหยของสารเคมี หรือเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจบางโรค อาจมีผลให้ความจุอากาศของปอดลดลง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ความจุอากาศของปอดลดลง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความจุอากาศของปอด
-
17หน้าที่ของอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียในไต 26 มิ.ย. 68 (มีใบงานและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ระบบขับถ่ายมีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไตทำหน้าที่กำจัดของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก รวมทั้งสารที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากเลือด และควบคุมสารที่มีมากหรือน้อยเกินไป เช่น น้ำ โดยขับออกมาในรูปของปัสสาวะ
-
18โครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาทและปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ 30 มิ.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ระบบประสาท ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท โดยสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งแบ่งเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ซีรีบรัม ซีรีเบลลัม และก้านสมอง ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันไป
ไขสันหลังมีหน้าที่เชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมองและเส้นประสาท เส้นประสาททำหน้าที่รับกระแสประสาทจากสมองและไขสันหลังส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และรับข้อมูลจากอวัยวะต่าง ๆ แล้วส่งไปยังสมองและไขสันหลัง
-
19โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว 3 ก.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่ อัณฑะ หลอดเก็บอสุจิ หลอดนำอสุจิ องคชาต ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก และต่อมคาวเปอร์ โดยมีอัณฑะ ทำหน้าที่สร้างเซลล์อสุจิ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ ส่วนระบบสืบพันธุ์เพศเมีย ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่ รังไข่ ท่อนำไข่ มดลูก ปากมดลูก และช่องคลอด โดยมีรังไข่ทำหน้าที่สร้างไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
เมื่อมนุษย์เข้าสู่วัยหนุ่มสาวจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ เช่น เพศชายมีเสียงแตกและทุ้มขึ้น ไหล่ผาย มีการสร้างอสุจิและหลั่งน้ำอสุจิ มีหนวด เครา ขนรักแร้ และขนบริเวณอวัยวะเพศ ส่วนเพศหญิง มีเสียงแหลมเล็ก เต้านมขยายใหญ่ สะโพกผาย มีประจำเดือน ขนรักแร้ ขนบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเพศชายเป็นผลจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ส่วนการเปลี่ยนแปลงของเพศหญิง เป็นผลจากฮอร์โมน
อีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน -
20การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการคุมกำเนิด 3 ก.ค. 68 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบริโอและฟีตัสจนกระทั่งคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังด้านในมดลูกรวมทั้งหลอดเลือดจะสลายตัวและหลุดลอกออก เรียกว่าประจำเดือน
การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคุมกำเนิด หรือป้องกันไม่ให้มีการฝังตัวของเอ็มบริโอโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิด การคุมกำเนิดมีทั้งการคุมกำเนิดชั่วคราว และคุมกำเนิดถาวร การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่ไม่พร้อมจะมีบุตร และสามารถกลับมาตั้งครรภ์เมื่อหยุดการคุมกำเนิด ส่วนการคุมกำเนิดแบบถาวรเป็นการคุมกำเนิดในกรณีที่มีบุตรเพียงพอต่อความต้องการแล้ว และไม่ต้องการมีบุตรอีก
-
21โรคของระบบต่าง ๆ และแนวทางป้องกัน 7 ก.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและแผ่นพับ)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กัน เช่น ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์ ถ้าระบบใดระบบหนึ่งทำงานผิดปกติก็จะมีผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ด้วย จึงควรดูแลรักษาระบบอวัยะทุกระบบของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ
-
22สถานการณ์ให้ตระหนักถึงผลกระทบให้มาดูแลรักษาระบบต่าง ๆ 14 ก.ค 68 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การดูแลและป้องกันอวัยวะไม่ให้เกิดโรค หรือความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ทำได้โดยการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเป็นการตรวจระบบการทำงานของอวัยวะ และตรวจระดับสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่จะก่อให้เกิดโรคในระยะเบื้องต้น
-
23ตำแหน่งของวัตถุ การระบุตำแหน่ง ระยะทางและการกระจัด 17 ก.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การระบุตำแหน่งของวัตถุหนึ่งให้เข้าใจตรงกันและแม่นยำ ต้องระบุตำแหน่งอ้างอิงซึ่งเป็นตำแหน่งที่สังเกตได้ง่ายและไม่เคลื่อนที่ โดยบอกว่าวัตถุนั้น ๆ ห่างจากตำแหน่งอ้างอิงเป็นระยะเท่าใด และอยู่ทางทิศทางใดตามภูมิศาสตร์ของตำแหน่งอ้างอิง
การเคลื่อนที่ของวัตถุจะเกิดขึ้นเมื่อวัตถุมีการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุเทียบกับตำแหน่งอ้างอิง
ปริมาณทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ปริมาณที่มีเฉพาะขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว เรียกว่า ปริมาณสเกลาร์ ส่วนปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด ความเร็ว เรียกว่า ปริมาณเวกเตอร์
ระยะทางเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยระยะทางเป็นความยาวของเส้นทางจริงที่วัตถุเคลื่อนที่ได้
การกระจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยมีทิศชี้จากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้าย และมีขนาดเท่ากับระยะที่สั้นที่สุดระหว่างตำแหน่งเริ่มต้นและตำแหน่งสุดท้าย การเขียนแผนภาพแทนการกระจัดทำได้ด้วยลูกศร โดยความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัวลูกศรแสดงทิศทางของการกระจัดนั้น ๆ
-
24การหาอัตราเร็วและความเร็ว พร้อมทั้งคำนวณหาอัตราเร็วและความเร็วภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด 17 ก.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การบรรยายการเคลื่อนที่ของวัตถุว่าเป็นการเคลื่อนที่เร็วหรือช้า สามารถบรรยายได้โดยใช้ 2 ปริมาณ คือ อัตราเร็วและความเร็ว ถ้าพิจารณาจากระยะทางที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยระยะทางที่ได้ ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า อัตราเร็ว หรือพิจารณาจากการกระจัดที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยการกระจัดที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ความเร็ว ความเร็วเป็นปริมาณเวกเตอร์มีทิศทางเดียวกับทิศทางของการกระจัด
-
25ออกแบบวิธีการหาอัตราเร็วและความเร็วของรถที่ผ่านหน้าโรงเรียน (1) 21 ก.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การบรรยายการเคลื่อนที่ของวัตถุว่าเป็นการเคลื่อนที่เร็วหรือช้า สามารถบรรยายได้โดยใช้ 2 ปริมาณ คือ อัตราเร็วและความเร็ว ถ้าพิจารณาจากระยะทางที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยระยะทางที่ได้ ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า อัตราเร็ว หรือพิจารณาจากการกระจัดที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยการกระจัดที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ความเร็ว ความเร็วเป็นปริมาณเวกเตอร์มีทิศทางเดียวกับทิศทางของการกระจัด
-
26ออกแบบวิธีการหาอัตราเร็วและความเร็วของรถที่ผ่านหน้าโรงเรียน (2) 24 ก.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การบรรยายการเคลื่อนที่ของวัตถุว่าเป็นการเคลื่อนที่เร็วหรือช้า สามารถบรรยายได้โดยใช้ 2 ปริมาณ คือ อัตราเร็วและความเร็ว ถ้าพิจารณาจากระยะทางที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยระยะทางที่ได้ ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า อัตราเร็ว หรือพิจารณาจากการกระจัดที่ได้เทียบกับเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ โดยการกระจัดที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ความเร็ว ความเร็วเป็นปริมาณเวกเตอร์มีทิศทางเดียวกับทิศทางของการกระจัด
-
27แรงและการเคลื่อนที่ของวัตถุ 24 ก.ค. 68 (มีใบงานและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ การรวมแรงหลายแรงที่ กระทำต่อวัตถุจึงต้องคำนึงถึงขนาดและทิศทางของแรง การหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุอาจใช้วิธีหางต่อหัว เมื่อมีแรงหลายๆ แรงกระทำ ต่อวัตถุแล้วแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมี ค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ได้แก่ วัตถุที่อยู่นิ่งเปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่เร็วขึ้น หรือช้าลง หรือหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
-
28แรงลัพธ์ของแรงหลายแรงที่อยู่ในระนาบเดียวกัน (1) 31 ก.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ การรวมแรงหลายแรงที่ กระทำต่อวัตถุจึงต้องคำนึงถึงขนาดและทิศทางของแรง การหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุอาจใช้วิธีหางต่อหัว เมื่อมีแรงหลาย ๆ แรงกระทำ ต่อวัตถุแล้วแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมี ค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ได้แก่ วัตถุที่อยู่นิ่งเปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่เร็วขึ้น หรือช้าลง หรือหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
-
29แรงลัพธ์ของแรงหลายแรงที่อยู่ในระนาบเดียวกัน (2) 31 ก.ค. 68 (มีใบงานและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ การรวมแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุจึงต้องคำนึงถึงขนาดและทิศทางของแรง การหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุอาจใช้วิธีหางต่อหัว เมื่อมีแรงหลาย ๆ แรงกระทำต่อวัตถุแล้วแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ ได้แก่ วัตถุที่อยู่นิ่งเปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่เร็วขึ้น หรือช้าลง หรือหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
-
30แรงเสียดทาน 4 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุไปบนผิวสัมผัสนั้น ถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่แรงเสียดทานจะต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุยังไม่เคลื่อนที่เรียกว่า แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ไปบนผิวสัมผัสนั้น เรียกว่าแรงเสียดทานจลน์
-
31ปัจจัยที่มีผลต่อแรงเสียดทาน (1) 7 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นโดยถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่แรงเสียดทานก็จะต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผัส
-
32ปัจจัยที่มีผลต่อแรงเสียดทาน (2) 7 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นโดยถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่แรงเสียดทานก็จะต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผัส
-
33แรงเสียดทานในชีวิตประจำวัน 14 ส.ค. 68 (มีใบงานและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น โดยถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่แรงเสียดทานก็จะต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผัส
กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางกิจกรรมต้องการแรงเสียดทาน เช่น การเปิดฝาเกลียวขวดน้ำ การใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการแรงเสียดทาน เช่น การลากวัตถุบน พื้น การใช้น้ำมันหล่อลื่นในเครื่องยนต์ ความรู้เรื่องแรงเสียดทานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้
-
34ความดันของของเหลว (1) 14 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุในทุกทิศทาง โดยแรงที่ของเหลวกระทำ ตั้งฉากกับผิววัตถุ ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เรียกว่า ความดันของของเหลว ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจากระดับผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากระดับผิวหน้าของของเหลวมากขึ้น ความดันของของเหลวจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากของเหลวที่อยู่ลึกกว่าจะมีน้ำหนักของของเหลวด้านบนกระทำมากกว่า ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของของเหลว ของเหลวที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีความดันมากกว่า
-
35ความดันของของเหลว (2) 18 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุในทุกทิศทาง โดยแรงที่ของเหลวกระทำ ตั้งฉากกับผิววัตถุ ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เรียกว่า ความดันของของเหลว ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจากระดับผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากระดับผิวหน้าของของเหลวมากขึ้น ความดันของของเหลวจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากของเหลวที่อยู่ลึกกว่าจะมีน้ำหนักของของเหลวด้านบนกระทำมากกว่า ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของของเหลว ของเหลวที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีความดันมากกว่า
-
36แรงพยุงของของเหลว 21 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุงเนื่องจากของเหลวกระทำต่อวัตถุโดยมีทิศขึ้นในแนวดิ่งขนาดของแรงพยุงของของเหลวจะเท่ากับขนาดแรงลัพธ์ของของเหลวที่กระทำต่อวัตถุที่จมอยู่ในของเหลวแรงพยุงของของเหลวหาได้จากผลต่างของน้ำหนักวัตถุที่ชั่งได้ในอากาศและในของเหลวขนาดของแรงพยุงขึ้นอยู่กับ ปริมาตรของวัตถุส่วนที่จมในของเหลวและความหนาแน่นของของเหลว
-
37ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงพยุง 21 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ขนาดของแรงพยุงของของเหลวขึ้นอยู่กับปริมาตรของวัตถุส่วนที่จมในของเหลวยิ่งปริมาตรส่วนที่จมมาก แรงพยุงของของเหลวก็จะมาก เนื่องจากแรงที่ของเหลวมากระทำต่อวัตถุจะมีค่ามากขึ้นตามความลึกจากผิวของเหลว ถ้าวัตถุจมในของเหลวที่มีความหนาแน่นต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบแรงที่ของเหลวแต่ละชนิดกระทำต่อวัตถุนั้นมากว่าด้วย คือ แรงพยุงมากกว่านั้นเอง แรงพยุงของของเหลวจะมีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับปริมาตรส่วนที่จมของวัตถุ แล้วยังขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของของเหลวอีกด้วย
-
38แรงพยุงกับการจมการลอยของวัตถุ 25 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุงเนื่องจากของเหลวกระทำต่อวัตถุ โดยมีทิศขึ้นในแนวดิ่งการจมหรือการลอยของวัตถุขึ้นกับน้ำหนักของวัตถุและแรงพยุงถ้าน้ำหนักของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมีค่าเท่ากัน วัตถุจะลอยนิ่งอยู่ในของเหลว แต่ถ้าน้ำหนักของวัตถุมีค่ามากกว่าแรงพยุง ของของเหลววัตถุจะจม
-
39โมเมนต์ของแรง 28 ส.ค. 68 (มีใบงานและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ขนาดเมื่อมีแรงกระทําต่อวัตถุโดยแนวแรงไม่ผ่านจุดหมุน วัตถุอาจเกิดการหมุน โดยเกิดโมเมนต์ของแรง ซึ่งโมเมนต์ของแรงคํานวณได้จากผลคูณระหว่างขนาดของแรงกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง ในกรณีที่ผลรวมของโมเมนต์ของแรงในทิศทางตามเข็มนาฬิกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ของแรงในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา วัตถุจะอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน
-
40โมเมนต์ของแรงและสภาพสมดุลต่อการหมุน 28 ส.ค. 68 (มีใบงาน ใบความรู้ และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ขนาดเมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุโดยแนวแรงไม่ผ่านจุดหมุน วัตถุอาจเกิดการหมุน โดยเกิดโมเมนต์ของแรง ซึ่งโมเมนต์ของแรงคํานวณ ได้จากผลคูณระหว่างขนาดของแรงกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง ในกรณีที่ผลรวมของโมเมนต์ของแรงในทิศทาง ตามเข็มนาฬิกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ของแรงในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา วัตถุจะอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน
-
41สนามของแรงไม่สัมผัส 1 ก.ย. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
วัตถุที่เป็นแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กอยู่โดยรอบแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อขั้วแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออกจากขั้วแม่เหล็กที่เป็นแหล่งของสนามแม่เหล็ก ขนาดของแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในสนามแม่เหล็กนั้น ๆ จะมีค่าลดลง เมื่อวัตถุอยู่ห่างจากแหล่งของสนามแม่เหล็กมากขึ้น
วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าทั้งประจุบวกและประจุลบเป็นแหล่งของสนามไฟฟ้า โดยสนามไฟฟ้ามีทิศทางพุ่งออกจากแหล่งสนามที่มีประจุบวกและมีทิศทางพุ่งเข้าหาแหล่งสนามที่มีประจุลบ ทั้งนี้ แรงไฟฟ้าที่กระทำต่อประจุบวกจะมีทิศทางเดียวกับทิศทางของสนามไฟฟ้า ส่วนทิศทางของแรงไฟฟ้าที่กระทำต่อประจุลบจะมีทิศตรงข้ามกับทิศทางของสนามไฟฟ้า วัตถุที่มีมวลจะเป็นแหล่งของสนามโน้มถ่วง โดยสนามโน้มถ่วงมีทิศทางเข้าหาจุดศูนย์กลางมวลที่เป็นแหล่งของสนามโน้มถ่วง ทั้งนี้แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุมีทิศทางเดียวกับทิศทางของสนาม
-
42นาวาฝ่าวิกฤต (1) 4 ก.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
สารไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของแข็งของเหลว หรือแก๊ส ล้วนต้องการที่อยู่ หรือการครองที่ ในกรณีที่ของแข็งอยู่ในของเหลวจะเกิดแรงดันจากของเหลวกระทำกับวัตถุส่วนที่จม เมื่อรวมแรงดันทั้งหมดที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุจะได้แรงลัพธ์ที่มีทิศทางขึ้น เรียกแรงนี้ว่า แรงพยุง (buoyant force: FB)
เมื่อวัตถุต่าง ๆ อยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุงกระทำอยู่เสมอ วัตถุใดที่จมในของเหลวแสดงว่าน้ำหนักของวัตถุนั้นมีค่ามากกว่าแรงพยุงในของเหลว และวัตถุใดที่ลอยในของเหลวแสดงว่าแรงพยุงในของเหลวมีค่าเท่ากับน้ำหนักของวัตถุนั้น การเพิ่มแรงพยุงสามารถทำได้โดยการทำให้ปริมาตรของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่มีค่าเพิ่มขึ้น เช่น การนําเหล็กมาต่อและขึ้นรูปเป็นเรือ จะสามารถทำให้ก้อนเหล็กที่จมน้ำ สามารถลอยน้ำได้
ในการสร้างพาหนะเพื่อบรรทุกสิ่งของให้ลอยน้ำนั้นจะใช้หลักการเรื่องแรงพยุงเข้ามาเกี่ยวข้อง การหาขนาดของแรงพยุงจากมวลและปริมาตรของพาหนะจะช่วยให้สามารถบอกมวลของสิ่งของที่จะบรรทุกได้เพื่อป้องกันการบรรทุกสิ่งของมากเกินจนเป็นเหตุให้พาหนะล่ม การบรรทุกสิ่งของบนพาหนะต้องจัดวางสิ่งของที่ทำให้ศูนย์ถ่วงไม่อยู่นอกฐานและอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุนเพื่อไม่ให้พาหนะเกิดการพลิกคว่ำ ในขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึง เช่น วัสดุที่ใช้สร้าง รูปร่างของพาหนะ ความแข็งแรงของพาหนะในการบรรทุกสิ่งของ
-
43นาวาฝ่าวิกฤต (2) 4 ก.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
สารไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของแข็งของเหลว หรือแก๊ส ล้วนต้องการที่อยู่ หรือการครองที่ ในกรณีที่ของแข็งอยู่ในของเหลวจะเกิดแรงดันจากของเหลวกระทำกับวัตถุส่วนที่จม เมื่อรวมแรงดันทั้งหมดที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุจะได้แรงลัพธ์ที่มีทิศทางขึ้น เรียกแรงนี้ว่า แรงพยุง (buoyant force: FB)
เมื่อวัตถุต่าง ๆ อยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุงกระทำอยู่เสมอ วัตถุใดที่จมในของเหลวแสดงว่าน้ำหนักของวัตถุนั้นมีค่ามากกว่าแรงพยุงในของเหลว และวัตถุใดที่ลอยในของเหลวแสดงว่าแรงพยุงในของเหลวมีค่าเท่ากับน้ำหนักของวัตถุนั้น การเพิ่มแรงพยุงสามารถทำได้โดยการทำให้ปริมาตรของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่มีค่าเพิ่มขึ้น เช่น การนําเหล็กมาต่อและขึ้นรูปเป็นเรือ จะสามารถทำให้ก้อนเหล็กที่จมน้ำ สามารถลอยน้ำได้ในการสร้างพาหนะเพื่อบรรทุกสิ่งของให้ลอยน้ำนั้นจะใช้หลักการเรื่องแรงพยุงเข้ามาเกี่ยวข้อง การหาขนาดของแรงพยุงจากมวลและปริมาตรของพาหนะจะช่วยให้สามารถบอกมวลของสิ่งของที่จะบรรทุกได้เพื่อ
ป้องกันการบรรทุกสิ่งของมากเกินจนเป็นเหตุให้พาหนะล่ม การบรรทุกสิ่งของบนพาหนะต้องจัดวางสิ่งของที่ทําให้ศูนย์ถ่วงไม่อยู่นอกฐานและอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุนเพื่อไม่ให้พาหนะเกิดการพลิกคว่ำ ในขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึง เช่น วัสดุที่ใช้สร้าง รูปร่างของพาหนะ ความแข็งแรงของพาหนะในการ
-
44ทำอย่างไรจึงจะเกิดงาน และการคำนวณงานทางวิทยาศาสตร์ 3 พ.ย. 68 (มีใบงาน, ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ โดยแรงอยู่ในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่จะเกิดงาน งานจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของแรงและขนาดของการกระจัดตามแนวแรง
-
45กำลัง และการคำนวณกำลัง 6 พ.ย. 68 (มีใบงาน, ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
งานที่ทำในหนึ่งหน่วยเวลาเรียกว่า กำลัง หลักการของงานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างง่าย ได้แก่ คาน พื้นเอียง รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อและเพลา ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
-
46เครื่องกลอย่างง่าย (พื้นเอียง) 6 พ.ย. 68 (มีใบงาน และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หลักการของงานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างง่ายได้แก่คาน พื้นเอียง รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อและเพลา ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
พื้นเอียง เป็นเครื่องทุ่นแรงชนิดหนึ่งในกลุ่มเครื่องกลอย่างง่าย มีลักษณะเป็นพื้นหรือแผ่นที่ลาดเอียงจากระดับสูงลงสู่ระดับต่ำ เช่น ทางลาด กระดานเอียง หรือทางขึ้นสำหรับรถเข็น พื้นเอียงช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายวัตถุขึ้นที่สูง โดยอาศัยหลักการเพิ่มระยะทางในการเคลื่อนที่
-
47เครื่องกลอย่างง่าย (คาน) 10 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หลักการของงานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างง่ายได้แก่พื้นเอียง คาน รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อและเพลา ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันหลักการทำงานของคาน พิจารณาจากเรื่องโมเมนต์ของแรงโดยที่ถ้าต้องการออกแรงน้อยลงต้องให้ระยะทางตั้งฉากจากจุดหมุนถึงแนวแรงมีค่ามากขึ้น
-
48เครื่องกลอย่างง่าย (รอก) 13 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หลักการของงานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างง่ายได้แก่พื้นเอียง คาน รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อและเพลา ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รอกบางชนิดเท่านั้นที่จะช่วยในการผ่อนแรง โดยที่รอกเดี่ยวตายตัวไม่ช่วยผ่อนแรงแต่เป็นการอำนวยสะดวกในการทำงาน ส่วนรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ช่วยผ่อนแรงได้โดยมีระยะทางที่ออกแรงมากกว่าระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่
-
49เครื่องกลอย่างง่าย (ล้อและเพลา) 13 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
หลักการของงานนำไปอธิบายการทำงานของเครื่องกลอย่างง่ายได้แก่พื้นเอียง คาน รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อและเพลา ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ล้อและเพลา เป็นเครื่องกลอย่างง่ายที่ช่วยผ่อนแรงในการทำงานประกอบด้วยวัตถุที่เป็นวงกลมหรือทรงกระบอก 2 อันที่มีขนาดแตกต่างกันและอยู่ติดกัน โดยวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่าเรียกว่าล้อ และวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า เพลา เมื่อล้อหรือเพลาหมุน จะทำให้อีกส่วนหมุนตามไปด้วย ซึ่งถ้าหากล้อมีขนาดใหญ่เทียบกับเพลาก็จะสามารถผ่อนแรงในการทำงานได้เพิ่มขึ้นด้วย
-
50งานกับพลังงานเกี่ยวข้องกันอย่างไร 17 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
พลังงานเป็นปริมาณที่แสดงถึงความสามารถในการทำงาน พลังงานมีหลายแบบตามลักษณะที่ปรากฏหรือการนำไปใช้งาน เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานเสียง พลังงานแสง พลังงานเคมี พลังงานกล โดยงานและพลังงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน นั่นคือ วัตถุที่มีพลังงานมากย่อมมีความสามารถในการทำงานได้มาก
-
51พลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุขึ้นอยู่กับอะไร 20 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่เคลื่อนที่ พลังงานจลน์จะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมวลและอัตราเร็ว ส่วนพลังงานศักย์โน้มถ่วงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของวัตถุ เมื่อวัตถุอยู่ในสนามโน้มถ่วง วัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วงเป็นพลังงานกล
-
52พลังงานจลน์ของวัตถุ ขึ้นอยู่กับอะไร 20 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่เคลื่อนที่ พลังงานจลน์จะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมวลและอัตราเร็ว ส่วนพลังงานศักย์โน้มถ่วงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของวัตถุ เมื่อวัตถุอยู่ในสนามโน้มถ่วง วัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วงเป็นพลังงานกล
-
53กฎการอนุรักษ์พลังงานกล และกฎการอนุรักษ์พลังงาน 24 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์เป็นพลังงานกล พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุหนึ่ง ๆ สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ โดยผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์มีค่าคงตัว นั่นคือพลังงานกลของวัตถุมีค่าคงตัว
พลังงานสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบหนึ่งหรือได้รับพลังงานจากระบบอื่นได้ เช่น การถ่ายโอนความร้อนระหว่างสสาร การถ่ายโอนพลังงานของการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง ทั้งการเปลี่ยนพลังงานและการถ่ายโอนพลังงาน พลังงานรวมทั้งหมดมีค่าเท่าเดิมตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน
-
54สำรวจเครื่องทุ่นแรงในชีวิตประจำวัน และออกแบบ และสร้างเครื่องทุ่นแรง (1) 27 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ความรู้เกี่ยวกับงาน กำลัง และเครื่องกลอย่างง่ายสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เช่น การใช้เครื่องทุ่นแรงในการยกของหนัก การใช้เครื่องทุ่นแรงแก้ปัญหารถติดหล่ม
ความรู้เกี่ยวกับงาน กำลัง และเครื่องกลอย่างง่ายสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เช่น การออกแบบเครื่องทุ่นแรงในการยกของ นอกจากนี้อาจใช้ความรู้และทักษะอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มาช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาชิ้นงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
-
55ออกแบบ และสร้างเครื่องทุ่นแรง (2) 27 พ.ย. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ความรู้เกี่ยวกับงาน กำลัง และเครื่องกลอย่างง่ายสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เช่น การออกแบบเครื่องทุ่นแรงในการยกของ นอกจากนี้อาจใช้ความรู้และทักษะอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มาช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาชิ้นงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
-
56การแยกน้ำมันหอมระเหยจากพืช 1 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
น้ำมันหอมระเหยเป็นน้ำมันที่ได้จากพืชหลายชนิด เช่น ตะไคร้ มะลิ ส้ม กุหลาบ ได้มาจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล ลำต้น น้ำมันหอมระเหยจะมีกลิ่นและระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง เราสามารถแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ด้วยวิธีการแยกสารต่าง ๆ เช่น การกลั่นด้วยไอน้ำ การสกัดด้วยตัวทำละลาย การแยกสารจึงมีประโยชน์ เช่น ทำให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำหอม ครีมอาบน้ำ สบู่ ยาหม่อง ตะไคร้กันยุง ยาดม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาจัดกระทำและพูดนำเสนอเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ
-
57การแยกองค์ประกอบของสารละลายด้วยวิธีการระเหยแห้ง 4 ธ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การระเหยแห้งใช้แยกองค์ประกอบของสารละลายซึ่งประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากเมื่อได้รับความร้อนในตัวทำละลายที่เป็นของเหลวและมีจุดเดือดต่างกันโดยใช้ความร้อนระเหยตัวทำละลายออกไปจนหมดเหลือแต่ตัวละลายที่เป็นของแข็งซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
-
58การแยกองค์ประกอบ ของสารละลายด้วยวิธีการตกผลึก 4 ธ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การตกผลึกเป็นวิธีการที่ใช้แยกองค์ประกอบของสารละลายที่ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวทำละลายที่เป็นของเหลวและตัวละลายที่เป็นของแข็งที่สภาพละลายได้เปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน โดยทำให้สารละลายมีความเข้มข้นเลยจุดอิ่มตัว แล้วลดอุณหภูมิของสารละลาย ตัวละลายจะแยกออกมาเป็นผลึกหรือทำให้ตัวทำละลายในสารละลายที่ยังไม่อิ่มตัว ระเหยไปช้าๆ จนสารละลายมีความเข้มข้นเลยจุดอิ่มตัว ตัวละลายจะแยกออกมาเป็นผลึก
-
59การแยกองค์ประกอบของสารละลายด้วยวิธีการกลั่นอย่างง่าย 8 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การกลั่นอย่างง่ายใช้แยกสารละลายที่ตัวละลายและตัวทำละลายเป็นของเหลวที่มีจุดเดือดต่างกันมาก หรือแยกตัวทำละลายที่เป็นของเหลวออกจากสารละลายโดยใช้ชุดอุปกรณ์กลั่นอย่างง่าย วิธีนี้จะแยกของเหลวออกจากสารละลายโดยให้ความร้อนกับสารละลาย ของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจากสารละลาย และเมื่อไอสูญเสียความร้อนจะควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้ง
-
60การแยกองค์ประกอบของสารละลายด้วยวิธีโครมาโทกราฟีแบบกระดาษ 11 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษเป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีปริมาณน้อย ใช้แยกองค์ประกอบในสารผสมที่เคลื่อนที่บนกระดาษด้วยอัตราเร็วต่างกัน เนื่องจากมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายต่างกัน และความสามารถในการดูดซับด้วยตัวดูดซับต่างกัน ทำให้สารแต่ละชนิดเคลื่อนที่บนกระดาษด้วยอัตราเร็วต่างกัน สารจึงแยกออกจากกันได้
-
61การวิเคราะห์ชนิดของสารโดยใช้ค่า Rf 11 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษสามารถใช้วิเคราะห์องค์ประกอบได้ โดยอาศัยอัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สารเป็นองค์ประกอบเคลื่อนที่กับระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ได้ ซึ่งอัตราส่วนนี้ เรียกว่า Retention factor หรือ Rf ซึ่งเป็นค่าเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดในตัวทำละลายและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ และเป็นค่าที่ไม่มีหน่วย
การวิเคราะห์ชนิดของสารโดยใช้ค่าRf ทำได้โดยนำค่าRf ขององค์ประกอบนั้นเปรียบเทียบกับค่า Rf ของสารอ้างอิงซึ่งทราบชนิดแน่นอนแล้ว โดยใช้ตัวทำละลายและตัวดูดซับอย่างเดียวกัน ถ้ามีค่า Rf เท่ากันสารที่เป็นองค์ประกอบนั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นสารชนิดเดียวกับสารอ้างอิง
-
62การแยกองค์ประกอบของสารละลายด้วยการสกัดด้วย ตัวทำละลาย 15 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การแยกสารโดยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีสมบัติการละลาย ในตัวทำละลายที่ต่างกัน ชนิดของตัวทำละลายมีผลต่อชนิดและปริมาณของสารที่สกัดได้ ตัวทำละลายที่ดีควรละลายสารที่ต้องการสกัดออกจากสารผสมได้ดีแต่ไม่ละลายสารที่ไม่ต้องการ การสกัดด้วยตัวทำละลายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสกัดสารสีหรือกลิ่นที่ต้องการออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชได้
-
63การสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการนำการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาในท้องถิ่น 18 ธ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ปัญหาหรือความต้องการบางอย่างในชีวิตประจำวันหรือในท้องถิ่นอาจต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับวิธีการแยกสารรวมถึงความรู้วิทยาศาสตร์อื่น ๆ และอาจบูรณการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยีโดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อนำมาออกแบบวิธีการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการนั้น โดยการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแยกสารอาจมีขั้นตอนตั้งแต่การระบุปัญหาหรือความต้องการเกี่ยวกับการแยกสาร การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสารและแนวคิดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยอาจเชื่อมโยงความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จากนั้นเป็นการวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา การทดสอบประเมินผลปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้หลักฐานที่รวบรวมได้ และการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหรือผลที่ได้ ในการแก้ปัญหาอาจต้องใช้การสืบค้นข้อมูลเพื่อรวบรวมความรู้หรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการ
-
64การออกแบบการแก้ปัญหา โดยการนำความรู้เรื่องการแยกสาร ไปใช้ในท้องถิ่น 18 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ปัญหาหรือความต้องการบางอย่างในชีวิตประจำวันหรือในท้องถิ่นอาจต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับวิธีการแยกสารรวมถึงความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการนั้นโดยวิธีแก้ปัญหาอาจใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่การระบุปัญหาหรือความต้องการที่เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสม การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสารและแนวคิดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุหรือนำไปสู่การแก้ปัญหา การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสมโดยอาจเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี จากนั้นเป็นการวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา การทดสอบประเมินผลปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้หลักฐานที่รวบรวมได้ และการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหรือผลที่ได้
-
65การดำเนินการแก้ปัญหาโดยนำความรู้เรื่องการแยกสารไปใช้ในท้องถิ่น 22 ธ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ปัญหาหรือความต้องการบางอย่างในชีวิตประจำวันหรือในท้องถิ่นอาจต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับวิธีการแยกสารรวมถึงความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการนั้นโดยวิธีแก้ปัญหาอาจใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่การระบุปัญหาหรือความต้องการที่เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสม การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสารและแนวคิดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุหรือนำไปสู่การแก้ปัญหา การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสมโดยอาจเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี จากนั้นเป็นการวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา การทดสอบประเมินผลปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้หลักฐานที่รวบรวมได้ และการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหรือผลที่ได้
-
66โครงสร้างภายในโลก 25 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
โครงสร้างภายในโลกแบ่งออกเป็นชั้นตามองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก เปลือกโลกเป็นชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วยสารประกอบของธาตุซิลิคอน อะลูมิเนียม และออกซินเจน เนื้อโลกเป็นชั้นที่อยู่ถัดจากเปลือกโลกลึกเข้าไปด้านใน ประกอบด้วยสารประกอบของธาตุซิลิคอน แมกนีเซียม เหล็ก และออกซิเจน โครงสร้างชั้นในสุด คือ แก่นโลก มีองค์ประกอบเป็นโลหะผสมของธาตุเหล็กและนิกเกิล
-
67การผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพ และทางเคมีของหิน 25 ธ.ค. 68 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพของหิน เป็นกระบวนการที่ทำให้หินมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะขนาดและรูปร่าง ทำให้หินมีขนาดเล็กลง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของหิน โดยหินที่ผุพังเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังไม่ถูกนำพาให้กระจัดกระจายไปจากที่เดิม
การผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหิน เป็นกระบวนการที่ทำให้หินผุพังลง เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรือเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของหิน
การผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหิน เป็นกระบวนการที่ทำให้หินเกิดการผุพังลง เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาทางเคมีหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในแร่ของหิน ส่งผลให้องค์ประกอบทางเคมีของหินเปลี่ยนแปลง
-
68ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพ และทางเคมีของหิน 29 ธ.ค. 68 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพของหินเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดของดิน หิน แร่ และตะกอนต่าง ๆ ที่มีความทนทานต่อการผุพังแตกต่างกัน โครงสร้างทางธรณีวิทยา ภูมิประเทศ การกระทำของน้ำ ลม สิ่งมีชีวิต อุณหภูมิของอากาศ แรงโน้มถ่วงของโลก รวมถึงระยะเวลา กระบวนการนี้ทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ทำให้หินบริเวณผิวโลกแตกหรือหลุดออกจากกัน รอยแตกหรือรอยแยกของหินมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือหินมีลักษณะ รูปร่าง และขนาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลทำให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นภูมิลักษณ์ต่าง ๆ
การผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหินเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเคมี ชนิดของดิน หิน แร่ และตะกอนต่าง ๆ น้ำ สิ่งมีชีวิต อุณหภูมิของอากาศ รวมถึงระยะเวลา กระบวนการนี้ทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี ส่งผลให้หินบางแห่งมีลักษณะ สี รูปร่าง และขนาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และทำให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นภูมิลักษณ์ต่าง ๆ
-
69การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนในธารน้ำ 5 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การกร่อนเป็นกระบวนการที่ทำให้วัตถุบนผิวโลกหลุดไปหรือเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม และการสะสมตัวของตะกอนเป็นกระบวนการสะสมตัวของวัตถุบนผิวโลก ซึ่งทั้งการกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนต้องอาศัยตัวนำพาและปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงของผิวโลกส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการกร่อนและการสะสมตัวของตะกอน โดยเฉพาะในบริเวณธารน้ำหรือแม่น้ำ ซึ่งบางช่วงจะเกิดการกร่อน บางช่วงจะเกิดการสะสมตัวของตะกอน และการไหลของน้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ร่องน้ำ ธารน้ำ หรือแม่น้ำมีขนาด รูปร่าง และทิศทางการไหลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
-
70การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนบนผิวโลก และภูมิลักษณ์ที่เกิดขึ้น 8 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนทำให้ผิวโลกเกิดภูมิลักษณ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น กุมลักษณ์ ออบหรือโกรกธาร แก่ง เนินทราย ทางน้ำโค้งตัด ทะเลสาบรูปแอก แหล่งตะกอนน้ำพารูปพัด ดินดอนสามเหลี่ยม กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยตัวนำพาต่าง ๆ ตามธรรมชาติ เช่น น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง และอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก ชนิดของดิน หิน แร่ และตะกอนต่าง ๆ โครงสร้างทางธรณีวิทยา ลักษณะภูมิประเทศ สภาพอากาศ ปริมาณตะกอน ระยะเวลาในการเกิด ทิศทางลม
-
71การอนุรักษ์ภูมิลักษณ์ในท้องถิ่น 8 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การเกิดภูมิลักษณ์บนผิวโลกต้องอาศัยตัวนำพาตามธรรมชาติ เช่น น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง ตัวนำพาและปัจจัยต่าง ๆ ทางธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก ประเภทของดิน หิน แร่ และตะกอน โครงสร้างทางธรณีวิทยา ลักษณะภูมิประเทศ สิ่งมีชีวิต สภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี ระยะเวลา จนกลายเป็นภูมิลักษณ์ที่มีรูปร่างเฉพาะตัว ภูมิลักษณ์เหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง เสื่อมสภาพ หรือถูกทำลายได้ ทั้งจากกระบวนการตามธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การทำลายป่า การก่อสร้าง หรือการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีการอนุรักษ์ภูมิลักษณ์ต่าง ๆ ให้คงอยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด
-
72ลักษณะ และสมบัติของดินที่อยู่ลึกลงไปจากผิวดิน 12 ม.ค. 69 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ดินที่ระดับลึกต่างกันและในแต่ละพื้นที่อาจมีลักษณะและสมบัติของดินแตกต่างกัน เช่น เนื้อดิน สีดิน ค่าความเป็นกรด–เบส ของดิน ซึ่งความแตกต่างนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดิน ลักษณะภูมิประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน
-
73กระบวนการเกิดดิน ลักษณะชั้นดิน และชั้นหน้าตัดดิน 15 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ดินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยอาศัยการผุพังอยู่กับที่ทั้งทางกายภาพและทางเคมีของหิน จนทำให้หินมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะเป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน แล้วผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุที่ได้จากการเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ กระบวนการเกิดดินอาศัยระยะเวลาที่ต่อเนื่องและอาศัยตัวนำพาและปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาติ
ดินที่เกิดขึ้นจะค่อย ๆ พัฒนาเกิดเป็นชั้นดิน ซึ่งมีลักษณะขนานหรือเกือบขนานไปกับผิวหน้าดิน ดินแต่ละชั้นอาจมีลักษณะและสมบัติทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน ชั้นดินที่มีลักษณะปรากฏให้เห็นเรียงตามลำดับเป็นชั้นจากชั้นบนสุดจนถึงชั้นล่างสุด เรียกว่า ชั้นหน้าตัดดิน ซึ่งชั้นหน้าตัดดินในแต่ละพื้นที่อาจมีลักษณะและสมบัติทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ชั้นดินที่มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์จะมีชั้นดินหลักจำนวน 6 ชั้น โดยเรียงจากด้านบนลงไปสู่ด้านล่าง ได้แก่ ชั้นโอ ชั้นเอ ชั้นอี ชั้นบี ชั้นซี และชั้นอาร์ ตามลำดับ
-
74การตรวจวัดเนื้อดิน 15 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรม และใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
เนื้อดินเป็นลักษณะทางกายภาพของดินที่มีสัดส่วนโดยน้ำหนักของตะกอนทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว ตะกอนทั้ง 3 ขนาดนี้เมื่อรวมตัวกันในสัดส่วนต่างกันจะเกิดเป็นดินชนิดต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อลักษณะและสมบัติต่าง ๆ ของดิน เช่น ความสามารถในการอุ้มน้ำ การระบายอากาศ รวมถึงความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดินแต่ละชนิดมีเนื้อดินแตกต่างกัน คือ ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดินซึ่งเป็นหินหรือแร่ชนิดต่าง ๆ การตรวจวัดเนื้อดินอย่างง่าย สามารถทำได้โดยใช้วิธีสัมผัสร่วมกับการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม
-
75การตรวจวัดความชื้นในดิน 19 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ความชื้นในดินเป็นสัดส่วนระหว่างมวลของน้ำในดินกับมวลของดินแห้ง เป็นสมบัติทางกายภาพที่สามารถวัดได้ โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 0.05–0.5 กรัม/กรัม ดินแต่ละชนิดมีความสามารถในการอุ้มน้ำแตกต่างกัน ความชื้นในดินมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ปัจจัยที่มีผลต่อความชื้นในดิน เช่น เนื้อดิน โครงสร้างของดิน ปริมาณและการรับน้ำของดินในพื้นที่ ชนิดและปริมาณของสิ่งปกคลุมดิน วิธีตรวจวัดความชื้นในดินอย่างง่าย เช่น ใช้วิธีหามวลของน้ำที่ระเหยออกไปจากดิน และนำค่ามวลที่ได้ไปคำนวณหาค่าความชื้น
-
76การตรวจวัดความเป็นกรด-เบส ของดิน และธาตุอาหารในดิน 22 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบกิจกรรมและใบความรู้)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ดินแต่ละพื้นที่มีค่าความเป็นกรด–เบสและปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น วัตถุต้นกำเนิดดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ การชะล้างพังทลายของหน้าดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ ดินที่มีค่าความเป็นกรด–เบส เหมาะสม จะช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้ดี ธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม มีมากน้อยต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ การตรวจวัดค่าความเป็นกรด–เบส และปริมาณธาตุอาหารในดินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้เครื่องมือหรือชุดทดสอบ เพื่อนำผลไปหาแนวทางในการปรับปรุงดินและวางแผนการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม
-
77ความเหมาะสมของดินที่ตรวจวัดกับการใช้ประโยชน์ 22 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การวิเคราะห์ข้อมูลจากการตรวจวัดลักษณะและสมบัติของดินจริง และการเปรียบเทียบกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด ช่วยให้เข้าใจความเหมาะสมของดินต่อการเพาะปลูก อีกทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับใช้ในการวางแผนการปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมกับพืชและสภาพแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน
-
78นำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์จากดินที่ตรวจวัด 26 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
การใช้ประโยชน์จากดินควรคำนึงถึงลักษณะและสมบัติของดิน เช่น เนื้อดิน ความชื้นในดิน ค่าความเป็นกรด–เบส ของดิน และปริมาณธาตุอาหารหลัก เพราะลักษณะและสมบัติเหล่านี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช หากดินมีลักษณะและสมบัติบางอย่างไม่เหมาะสม เช่น ระบายน้ำไม่ดีหรือมีธาตุอาหารบางชนิดน้อย พืชจะเจริญได้ไม่เต็มที่และให้ผลผลิตลดลง เมื่อมีการตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลของดิน สามารถนำข้อมูลนี้มาวางแผนปรับปรุงคุณภาพดินได้ รวมทั้งควรเลือกชนิดพืชให้เหมาะกับลักษณะและสมบัติของดิน ซึ่งจะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากดินได้อย่างเหมาะสม
-
79แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน 29 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินมีความสัมพันธ์กัน ในธรรมชาติฝนที่ตกลงมาบนผิวโลกจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามลักษณะภูมิประเทศด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ระหว่างการไหล กระแสน้ำจะกัดเซาะผิวดินจนเกิดเป็นร่องน้ำขนาดต่าง ๆ และไหลไปรวมกันในบริเวณที่เป็นแอ่งหรือมีโครงสร้างที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ซึ่งกลายเป็นแหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำผิวดินแต่ละแห่งมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามปัจจัยทางธรรมชาติ
น้ำผิวดินบางส่วนจะซึมลงใต้ผิวโลก เกิดเป็นแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งแบ่งออกเป็นน้ำในดินและน้ำบาดาล น้ำในดิน คือ น้ำที่แทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของเม็ดดินร่วมกับอากาศ น้ำบาดาล คือ น้ำที่ไหลซึมลึกลงไปสะสมอยู่ในหิน ชั้นหินหรือชั้นตะกอนจนอิ่มตัวไปด้วยน้ำที่ เรียกว่า ชั้นหินอุ้มน้ำ น้ำในชั้นหินอุ้มน้ำจะเคลื่อนที่อย่าง ช้า ๆ ไปลักษณะภูมิประเทศ ถ้าระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่หนึ่งสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำ น้ำใต้ดินจะไหลซึมออกจากชั้นหินอุ้มน้ำเข้าสู่แม่น้ำโดยธรรมชาติ ทำให้แม่น้ำได้รับน้ำจากใต้ดินอยู่เสมอ แม้ในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีฝนตก
-
80การปนเปื้อนของแหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน 29 ม.ค. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินมีความสัมพันธ์กัน น้ำจากแหล่งน้ำผิวดินสามารถไหลซึมผ่านชั้นดิน ชั้นหิน ลงไปสะสมอยู่ในแหล่งน้ำใต้ดินได้ และหากระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่ใดสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำ น้ำใต้ดินจะไหลซึมออกจากชั้นหินอุ้มน้ำเข้าสู่แม่น้ำได้เช่นกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เมื่อแหล่งน้ำผิวดินเกิดการปนเปื้อน ก็อาจส่งผลให้แหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณใกล้เคียงเกิดการปนเปื้อนได้ด้วย หลักการนี้ช่วยอธิบายเหตุและผลของปัญหาคุณภาพน้ำ รวมทั้งใช้วิเคราะห์ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ และเสนอแนวทางการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีเหตุผลและยั่งยืน
-
81แนวทางการลด และปรับปรุงการปนเปื้อนของแหล่งน้ำผิวดิน หรือแหล่งน้ำใต้ดิน 2 ก.พ. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินมีความสัมพันธ์กัน โดยน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินสามารถไหลซึมลงสู่ใต้ดินได้ หากแหล่งน้ำผิวดินเกิดการปนเปื้อน ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของน้ำใต้ดินด้วย ปัจจุบันแหล่งน้ำจำนวนมากได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอย่างไม่เหมาะสม หรือการทิ้งของเสียลงในแหล่งน้ำ
การวิเคราะห์สาเหตุและเส้นทางการปนเปื้อนของน้ำในบริบทใกล้ตัว เช่น โรงเรียนหรือชุมชน ช่วยให้เข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งนำไปสู่การเสนอแนวทางการป้องกันและแก้ไขที่เหมาะสม เช่น การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย การลดการใช้สารเคมี การสร้างเขตกันชนพืชริมแหล่งน้ำ หรือการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ
อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการติดตามผลและสะท้อนผลการดำเนินงาน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้สามารถมองเห็นข้อดีและข้อจำกัดของแนวทางที่ใช้ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการลดการปนเปื้อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การจัดการแหล่งน้ำที่ดีควรประกอบด้วยการป้องกัน การติดตามผล และการปรับปรุงแนวทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และสถานการณ์จริง รวมถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายในชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืนในระยะยาว
-
82รู้จักภัยธรรมชาติ กระบวนการเกิด และผลกระทบจากภัยธรรมชาติ 5 ก.พ. 69 (มีใบงานและใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนผิวโลกเป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เช่น การเคลื่อนตัวของดินและหิน การกัดเซาะ การนำพาและการสะสมของตะกอน หรือการยุบตัวของพื้นดิน การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเหล่านี้กับการเกิดภัยธรรมชาติ รวมถึงการจัดหมวดหมู่ภัยธรรมชาติตามลักษณะของการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก จะช่วยให้สามารถอธิบายสาเหตุ วิเคราะห์ผลกระทบ และคิดหาแนวทางลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
ภัยธรรมชาติแต่ละประเภทเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติบนผิวโลกที่แตกต่างกัน เช่น การเคลื่อนตัวของดินและหิน การสะสมตัวของตะกอน การกัดเซาะ หรือการยุบตัวของพื้นดิน กระบวนการเหล่านี้เป็นผลมาจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ปริมาณฝน ความลาดชันของพื้นที่ ลักษณะของดินและหิน รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การถมดิน การก่อสร้าง หรือการสูบน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ภัยธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจสาเหตุ กระบวนการเกิด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภัยธรรมชาติแต่ละประเภท จะช่วยให้สามารถคิดหาแนวทางการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมต่อไป
-
83ภัยธรรมชาติน้ำท่วม และแผ่นดินถล่ม 5 ก.พ. 69 (มีใบงาน ใบความรู้และใบกิจกรรม)
สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด
น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากความสัมพันธ์ของปัจจัยหลายด้าน ทั้งปริมาณน้ำ ความลาดชันของพื้นที่ ลักษณะของดิน การมีพืชปกคลุม และกิจกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การถมดิน หรือการสร้างสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเกิดและความรุนแรงของภัยธรรมชาติในแต่ละพื้นที่
การสร้างแบบจำลองน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มช่วยให้เข้าใจขั้นตอนและกลไกการเกิดภัยธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่าง ๆ ต่อการเกิดภัย สามารถนำข้อมูลจากการสังเกตมาวิเคราะห์และอธิบายสาเหตุ ความสัมพันธ์ และผลกระทบของภัยธรรมชาติได้อย่างชัดเจน